แม้จะมีงานประจำทำจนล้นมือ แต่ ผศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ไม่เคยหยุดทำงานศิลปะ เขาจะต้องทำออกมาเดือนละ 2-3 ชิ้น และส่งไปแสดงตามแกลเลอรี่ที่ต่างประเทศเสมอ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เขามีความใฝ่ฝันว่าอยากมีแกลเลอรี่ดี ๆ ในเมืองไทยบ้าง และเขามุ่งมั่นทำความฝันให้เป็นจริง จึงเกิดเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล
"ตอนแรกก็วิตกว่าเรามาทำแกลเลอรี่ คนจะคิดว่าเราหัวการค้าหรือเปล่า แต่อย่างที่บอกทำอะไรก็โดนวิพากษ์หมด ก็ขอให้เขาได้ดูเจตนาเรา เพื่อนผมบางคนบอกว่าผมบ้าหรือเปล่า เอาเงินมาทิ้ง ผมบอกว่าไม่เป็นไร เงินก็มาจากศิลปะ เราก็เก็บหอมรอมริบเอามา เราอยากทำมาก เงินก้อนนี้เหมือนเราทำบุญ ผมเห็นศิลปะอื่น ๆ เขาทำอะไรเพื่อสังคม ผมก็อยากทำบ้าง และอันนี้ก็เป็นสาธารณกุศลที่ใครจะได้มาแสดงงาน ศิลปินได้มาพบปะกัน แต่ก็ต้องมีกลไกทางธุรกิจร่วมด้วย ก็ต้องมีคอมมิชชั่นตามปกติ ซึ่งผมก็ไม่ค่อยมายุ่ง ให้ผู้จัดการดูแล ผมจะเป็นคนเลือกงาน
ผมจะแบ่งงานออกเป็น 2 ประเภท คือ ศิลปินรุ่นใหม่กับศิลปินรุ่นเก่า ผมไม่ได้คาดหวังว่าที่นี่จะให้สตางค์ผม แต่คาดว่าที่นี่จะเป็นแหน่งหนึ่งที่เขาพูดกัน ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้ามีอย่างนี้เยอะ ๆ ไม่ต้องมีมิวเซียมก็ได้ แต่ก็ต้องมี พอเปิดขึ้นมาฮือฮา คนพูดถึงเยอะ ของดราไม่ใช่เป็น Commercial Gallery เราเลือกคุณภาพเป็นหลักและสลับกันไป เรามีทั้ง Profile และ Nonprofile เราเคยจัดสนทนา ตอนนั้นมีหนังเรื่องดาวินชี่โค้ด คนจองเข้ามาเกือบ 200 คน เราดีใจมาก และเราไม่เก็บซักบาทเดียว ผมก็ไปยืมโต๊ะเขามาจัดปาร์ตี้ฟรีหมด ล่าสุดเด็กจุฬาฯ ประมาณ 170 คนก็มาเยี่ยม รถบัสมา 4 คัน ผมดีใจมากเลย เด็กมาดูการทำงานศิลปะ"
ด้านหน้าของแกลเลอรี่เขายังเปิดเป็นโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กอีกด้วย "ที่มาเปิดโรงเรียนสอนศิลปะเด็ก ก็ด้วยวัตถุประสงค์ 2 อย่าง คือ
1. เราอยากจะทำงานศิลปะใหม่ และ
2. อยากให้ที่นี่มี activity ด้วย
เห็นเด็กมาดูงาน มางานเขียนรูป เราก็รู้สึกดี ตอนที่ผมเป็นกรรมการตัดสินงานศิลปะ ผมมหัศจรรย์ใตว่าเด็กเป็นพัน ๆ คน เขาเขียนรูปเหมือนกันได้อย่างไร ซึ่งมันไม่มีทางเป็นไปได้ พระเจ้าให้ลายนิ้วมือคนเป็นพัน ๆ ล้านคน จะมีความแตกต่างไม่เหมือนกันเลย แต่เรากลับเอากรอบไปครอบเขา และเขาต้องเขียนต้นไม้ด้วยการไล่โทนเขียวไปสู่เหลือง การจัดองค์ประกอบก็เหมือนกัน ผมเลยคิดว่า มันถูกต้องหรือเปล่า ที่เราไปเอากรอบและวิธีคิดไปครอบให้เด็กและให้เด็กทำตาม ศิลปะของเขาก็จบลงตรงรูปนั้น แล้วเขาก็ไม่ได้อะไรเลย ผมคิดว่าโรงเรียนสอนศิลปะ และมีอาจารย์วิมลทาลย์ ขันธะชวนะ ที่จบศิลปะจากมหาวิทยาลัยโตเกียวเป็นคนดูแล
ปรัชญาของเราคือ เราเอาความกลัวของเด็กออกไป ฉะนั้นผมจะบอกผู้ปกครองทุกท่านว่าเราไม่ใช่โรงเรียนสอนวาดเขียนนะ เราเป็นโรงเรียนสอนศิลปะ ลูกคุณอาจจะวาดรูปไม่สวย แต่อันนั้นจะเป็นการบันทึกชิ้นส่วนชีวิตของเขาและการแสดงออก ถ้าข้อจำกัดของศิลปะไม่ได้อยู่ที่สวยอย่างเดียว มันจะมีวิถีอื่น ๆ ด้วย"
จากนิตยสาร ดิฉัน
เล่นที่ 712
ฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2549


